smithnjohn

อาการผิดปกติ ปวดท้องน้อย ประจำเดือนไม่มา สัญญาณบ่งบอกถึงโรคสำคัญ


อัพเดท 09 พฤษภาคม 2556 15:30 - อ่าน 8,881 - หมวดหมู่ โรค และการรักษาโรค

++ แชร์ผ่าน Social Network ให้เพื่อนได้ดูด้วยคลิก ++



ปวดท้องน้อย ประจําเดือนไม่มา

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

          ปวดท้องน้อย ประจำเดือนไม่มา อาการผิดปกติที่รบกวนจิตใจ อาจเป็นสัญญาณของร่างกายที่บ่งบอกถึงโรคสำคัญที่คุณผู้หญิงไม่สมควรมองข้าม

          อาการปวดท้องน้อยนั้นเป็นสิ่งที่ผู้หญิงเกือบทุกคนต่างเคยประสบมาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงระยะก่อนมีประจำเดือนซึ่งฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายขาดสมดุล หรือในช่วงเวลาที่เริ่มตั้งครรภ์ แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีผู้หญิงอีกหลายคนที่มีอาการปวดท้องน้อย ทั้ง ๆ ที่ประจำเดือนยังไม่มา ทั้งยังไม่ได้ตั้งครรภ์อีกด้วย ทำให้คนเหล่านั้นเกิดความวิตกกังวลกับความผิดปกติของร่างกาย และสงสัยว่าอาการ "ปวดท้องน้อย ประจำเดือนไม่มา" นั้น เป็นลางบอกโรคอะไรหรือไม่

          สำหรับ อาการปวดท้องน้อย โดยที่ประจำเดือนไม่มานั้น แท้จริงแล้วสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นสาเหตุที่ไม่น่าวิตกเช่น การมีรอบเดือนที่ล่าช้า อันเนื่องมาจากความเครียด จนทำให้เกิดความดันภายในร่างกาย และส่งผลให้มีอาการปวดที่บริเวณท้องน้อย หรืออาจเป็นส่วนหนึ่งของ อาการก่อนมีประจำเดือน (Premenstrual Syndrome) หรือ PMS ตาม ปกติ ที่มาเกิดขึ้นภายหลังจากที่ร่างกายมีรอบเดือนล่าช้า ซึ่งอาการเหล่านี้จะหายไปเองภายหลังจากที่ประจำเดือนมาได้ราว 1-2 วัน และอาการปวดท้องน้อยเช่นนี้ในผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 38 ปีขึ้นไป ก็อาจเป็นสัญญาณถึงการหมดประจำเดือน และเข้าสู่ช่วงวัยทองได้เช่นกัน 

          แต่ ถึงอย่างนั้น การปวดท้องน้อย แต่ประจำเดือนไม่มา ก็อาจเป็นอาการที่บ่งชี้ถึงโรคที่มีความรุนแรง และจำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยเร็วที่สุดเช่นกัน ดังนี้


ปวดท้องน้อย ประจําเดือนไม่มา

1. เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis)

          คือภาวะที่มีการเจริญเติบโตของเยื่อบุโพรงมดลูกเกิดขึ้นภายนอกมดลูก ซึ่งพบได้ 3-18% ของผู้หญิงทั่วไป โดยอาจจะมีการเจริญผิดที่ในเนื้อมดลูก (Adenomyosis) ที่เยื่อบุโพรงมดลูกจะแทรกเข้าไปอยู่ในกล้ามเนื้อมดลูก และการเจริญผิดที่นอกมดลูก (Endometriosis) ซึ่งมักจะเกิดขึ้นที่รังไข่ ท่อมดลูก เส้นเอ็นของมดลูก เป็นต้น

          สำหรับ การเกิดโรคนั้น แม้ว่าจะยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่ชัดเจนได้ แต่เชื่อกันว่าเกิดจากตอนที่มีประจำเดือน เยื่อบุโพรงมดลูกที่หลุดออกมาพร้อมกับเลือดได้ไหลย้อนกลับไปทางท่อนำไข่ แล้วไปเกาะตามอวัยวะต่าง ๆ เช่น รังไข่ หรือลำไส้ ซึ่งปกติหากมีเนื้อ เยื่อของร่างกายอยู่ผิดที่ ก็มักจะถูกเม็ดเลือดขาวและภูมิต้านทานของร่างกายทำลายทิ้งไป แต่ในกลุ่มผู้ที่เป็นโรคนี้มีการตรวจพบว่ามีภูมิต้านทานเซลล์เหล่านี้น้อย กว่าคนปกติ ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกที่หลุดไป มีการเจริญขึ้นที่อื่นนอกเหนือจากในโพรงมดลูก

          และเมื่อเยื่อบุมดลูกไปเจริญยังที่อื่นนอกมดลูก ในตอนที่มีประจำเดือน เยื่อบุที่เจริญขึ้นผิดที่เหล่านี้ก็จะหลุดลอกออกมาด้วย ทำให้บริเวณนั้นเกิดบาดแผลและการอักเสบ ซึ่งจะก่อให้เกิดพังผืดจนเกิดการสะสมของเลือดที่ออก ทำให้เกิดถุงน้ำ และ กรณีที่เยื่อบุโพรงมดลูกไปเจริญที่รังไข่ จะทำให้มีการสะสมของเลือดในรังไข่ กลายเป็นถุงน้ำที่มีเลือดเก่าที่คั่งค้างจนมีลักษณะเป็นสีคล้ำ หรือ ช็อกโกแลตซีส (Chocolate Cyst) นั่นเอง

          สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเยื่อบุโพรงมดลูกอักเสบนี้ บางรายอาจไม่มีอาการใด ๆ ขณะบางรายอาจจะมีอาการปวดท้องน้อย ปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง ปวดท้องน้อยตลอดช่วงที่มีรอบเดือน รู้สึกปวดเวลาที่ถ่ายปัสสาวะ - อุจจาระ ปวดเวลาที่มีเพศสัมพันธ์ และบางรายอาจถึงขั้นขับถ่ายเป็นเลือดได้ ซึ่งหากมีอาการผิดปกติข้างต้น ควรรีบปรึกษาแพทย์เฉพาะทางสาขาสูติศาสตร์และนรีเวชเพื่อรับการตรวจวินิจฉัย โดยทันที

2. มะเร็งรังไข่ (Ovarian Cancer)

          โรคมะเร็งรังไข่ เป็น 1 ใน 10 โรคมะเร็งที่พบได้บ่อยมากที่สุด แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มเกิดจากเซลล์ตัวอ่อน หรือ เจิมเซลล์ (Germ cell) ซึ่งมักพบในเด็กและในหญิงอายุน้อย และกลุ่มเกิดจากเซลล์เนื้อเยื่อบุผิว (Epithelium) ซึ่งเป็นมะเร็งชนิดพบได้ในผู้ใหญ่ และพบมากในผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไป โดยทั่วไปแล้วหากมีการพูดถึงโรคมะเร็งรังไข่มักจะหมายถึงชนิดหลัง

          อย่าง ไรก็ตาม ในทุกวันนี้ยังไม่สามารถระบุถึงสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดโรคมะเร็งรังไข่ ได้ แต่มีการพบสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งรังไข่ได้ คือ สภาพแวดล้อม ซึ่งมีการพบว่าประเทศอุตสาหกรรมมักจะมีผู้ป่วยเป็นมะเร็งรังไข่ มากกว่าประเทศเกษตรกรรม รวมทั้งผู้ที่เคยมีประวัติเคยเป็นมะเร็งปากมดลูก และมะเร็งระบบทางเดินอาหารก็จะมีความเสี่ยงมากกว่าปกติ นอกจากนี้ ในกลุ่มผู้ที่เป็นโรคอ้วน ผู้ที่ใช้ยากระตุ้นตกไข่ และผู้ที่ใช้ยาฮอร์โมนเพศชดเชยในช่วงวัยทอง ก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดโรคมะเร็งรังไข่เช่นกัน

          สำหรับอาการของผู้ป่วยโรคมะเร็งรังไข่นั้นมักจะไม่มีอาการของโรคในระยะแรก ๆ แต่มีอาการคล้ายผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารทั่วไป เช่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นท้อง เรอ หรือมีอาการปัสสาวะบ่อย กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ และอาจท้องผูก เนื่องจากก้อนมะเร็งกดเบียดทับลำไส้เล็ก กระเพาะปัสสาวะ และลำไส้ใหญ่ ดังนั้นผู้ป่วยจึงมักมาพบแพทย์ด้วยด้วยโรคนี้ในระยะลุกลามเสมอ เมื่อมีอาการปวดท้องน้อยและคลำเจอก้อนเนื้อในท้องน้อย มีประจำเดือนผิดปกติ หรือมีน้ำในช่องท้อง


เนื้องอกมดลูก

3. เนื้องอกมดลูก (Uterine Fibroids)

          เป็นเนื้องอกชนิดธรรมดา ไม่ใช่เนื้อร้าย ซึ่งพบได้ราว 25% ในผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป และมักพบในผู้หญิงอายุระหว่าง 35- 45 ปี แต่อาจพบในหญิงสาวก็ได้ โดย เนื้องอกในมดลูกนี้เกิดจากการแบ่งตัวของเซลล์กล้ามเนื้อมดลูก ซึ่งอาจเป็นสาเหตุสำคัญของอาการเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดในสุภาพสตรี และยังเป็นสาเหตุของอาการ ปวดท้องน้อย ปัสสาวะบ่อยหรือท้องผูก จากการกดของก้อนเนื้องอกด้วย

          อย่าง ไรก็ตามยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่นอนของโรคได้ แต่มีข้อสันนิษฐานว่าอาจะเกิดจากพันธุกรรม หรือฮอร์โมนเพศในร่างกายที่ส่งเสริมให้เกิดการเจริญเติบโตของเนื้องอกมดลูก นอกจากนี้ เนื้องอกมดลูกยังมักจะพบบ่อยในกลุ่มผู้ที่ไม่เคยมีบุตร ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก และในผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นเนื้องอกมดลูก

          และสำหรับผู้ที่เป็นโรคเนื้องอกมดลูกนั้น มักจะไม่มีอาการใด ๆ หากเนื้องอกนั้นมีขนาดเล็ก แต่หากเนื้องอกมีขนาดใหญ่ มักจะมีเลือดออกมากแบบกะปริดกะปรอย และมักจะมีอาการปวดประจำเดือนร่วมด้วย หรือปวดหน่วง ๆ ที่ท้องน้อย บางคนอาจมีอาการปัสสาวะบ่อย หรือมีความรู้สึกเจ็บขณะร่วมเพศ รวมทั้งอาจคลำเจอก้อนได้ที่บริเวณท้องน้อยได้

4. อุ้งเชิงกรานอักเสบ (Pelvic Inflammatory Disease : PID)

          เป็นการอักเสบเฉียบพลันหรือเรื้อรังของอวัยวะสืบพันธุ์ส่วนบน ได้แก่ มดลูก ท่อนำไข่ รังไข่ และเยื่อบุช่องท้องบริเวณอุ้งเชิงกราน โรคอุ้งเชิงกรานอักเสบถือว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย และการติดเชื้ออาจกระจายเข้าสู่ช่องท้องอาจทำให้เกิดเยื่อบุช่องท้องอักเสบ บริเวณกว้างเป็นภาวะแทรกซ้อนได้ มักพบในสตรีวัยเจริญพันธุ์

          โดยกลุ่ม ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคอุ้งเชิงกรานอักเสบก็คือ ผู้ที่เปลี่ยนคู่นอนบ่อยครั้ง ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ขณะอายุยังน้อยซึ่งมีภูมิป้องกันตัวเองต่ำ ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ขณะมีประจำเดือน หรือในช่วงหลังคลอดได้ไม่นาน ทำให้มดลูกยังไม่มีกลไกในการป้องกันการติดเชื้อได้ดี ผู้ที่ใช้การคุมกำเนิดแบบห่วงอนามัย และผู้ที่สวนล้างช่องคลอดเป็นประจำ ซึ่งจะทำให้เสียสมดุลของเชื้อโรคตัวที่ควรจะมีในช่องคลอด

          สำหรับผู้ที่เป็นโรคอุ้งเชิงกรานอักเสบ มักจะมีอาการไข้เกิน 38 องศา ปวดท้องน้อย โดยจะปวดหน่วงตลอดเวลา ร่วมกับปวดเกร็งเป็นระยะ และจะรู้สึกปวดมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหว หรือขณะมีเพศสัมพันธ์ ตกขาวมีกลิ่น และหากมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียร่วมด้วย แสดงว่าโรคได้ลามไปถึงเยื่อบุช่องท้องแล้ว ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้จะเป็นอันตราย ควรเข้ารับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยทันที


ปวดท้องน้อย ประจําเดือนไม่มา

5. ปากมดลูกตีบ (Cervical Stenosis)

          โรคปากมดลูกตีบ เป็นความผิดปกติในระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิง ซึ่งมีสภาพของทางผ่านของปากมดลูกแคบหรือปิด ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ป่วยโรคนี้ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ และอาจทำให้มีเลือดประจำเดือนไหลย้อนกลับ รวมทั้งในผู้ป่วยโรคอุ้งเชิงกรานอักเสบก็อาจส่งผลให้มีน้ำหนองสะสมอยู่ใน โพรงมดลูก เพราะไม่สามารถไหลออกมาได้

          สำหรับสาเหตุของโรคปากมดลูกตีบนั้นประกอบด้วยหลายปัจจัยด้วยกัน โดยผู้ป่วยบางคนอาจจะมีอาการปากมดลูกตีบโดยกำเนิด ขณะที่กลุ่มผู้ที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือน ผู้ที่เคยเข้ารับการผ่าตัดมะเร็งปากมดลูกหรือการรักษาด้วยการฉายรังสี ก็ทำให้เกิดความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคปากมดลูกตีบเช่นกัน

          ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่เป็นโรคปากมดลูกตีบ อาจมีอาการปวดประจำเดือนหรือมีประจำเดือนมาไม่ปกติ รวมทั้งอาจมีอาการปวดท้องน้อย หากมีการสะสมของเลือดหรือหนองภายในมดลูกตลอดเวลา และอาจสามารถคลำเจอก้อนในท้องน้อยด้วยเช่นกัน ขณะที่ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนแล้วอาจไม่มีอาการใด ๆ ของโรคเลยก็เป็นได้ โดยสำหรับผู้ที่ประสบกับโรคปากมดลูกตีบนั้น สมควรที่จะเข้ารับคำปรึกษาและการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

6. ถุงน้ำในรังไข่ หรือ ซีสต์ที่รังไข่ (Ovarian Cysts)

          ซีสต์ที่รังไข่ เป็นถุงน้ำที่พัฒนาขึ้นภายในรังไข่ โดยชนิดที่พบมากที่สุดก็คือ Functional Ovarian Cyst ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของกระบวนการสร้างไข่ภายในรังไข่ มักพบในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ และสามารถหายได้เองภายใน 8 - 12 สัปดาห์ กับชนิด Ovarian Cystic Neoplasms ซึ่งเกิดจากการเจริญของเซลล์ที่ผิดไปจากปกติในลักษณะเดียวกับการเกิดเนื้อ งอกและมะเร็ง โดยหากพบในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์มักจะเป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรง แต่หากพบในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นเนื้องอกแบบร้าย แรงสูง

          สำหรับผู้ที่เกิดซีสต์ที่รังไข่ชนิด Ovarian Cystic Neoplasms นั้น ส่วนมากจะไม่มีอาการใด ๆ จนกระทั่งซีสต์นั้นแตกและมีเลือดออก หรือซีสต์มีขนาดใหญ่มากจนไปรบกวนอวัยวะหรือเนื้อเยื่อใกล้เคียง เช่น ไปเบียดกับท่อนำไข่ หรือไปรบกวนการไหลเวียนของเลือดมาที่รังไข่ ก็จะแสดงอาการออกมาให้เห็น เช่น เจ็บ ปวด ที่บริเวณท้องหรือท้องน้อย ทั้งก่อนหรือหลังมีประจำเดือนใหม่ ๆ หรือขณะมีเพศสัมพันธ์ และหากปวดมากก็อาจจะทำให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียนได้ ซึ่งหากก้อนซีสต์มีขนาดใหญ่มากกว่า 5 - 10 เซนติเมตร หรือมีอาการข้างเคียงรุนแรงก็จำต้องเข้ารับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด


ปวดท้องน้อย ประจําเดือนไม่มา

          อย่างไรก็ดี นอกจากอาการปวดท้องน้อยแล้ว โรคต่าง ๆ ข้างต้นนี้ยังมีลักษณะอาการอื่น ๆ ที่บ่งชี้ถึงการเกิดโรคที่คล้ายคลึงกันอย่างมาก ซึ่งมีข้อแนะนำว่า สำหรับผู้หญิงคนใดที่มีอาการผิดปกติอยู่ในกลุ่มอาการดังต่อไปนี้ สมควรจะรีบไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการตรวจรักษาโดยเร็วที่สุด

          1. มีอาการปวดหน่วง ๆ ที่ท้องน้อย หรือปวดหลังส่วนล่างแบบเรื้อรัง

          2. มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน

          3. ช่วงเวลาที่ผ่านมา มีอาการปวดประจำเดือนมากกว่าปกติ หรือปวดรุนแรงขึ้นทุกเดือน

          4. ช่วงเวลาที่ผ่านมา มีประจำเดือนออกมาก หรือมีเลือดออกทางช่องคลอดกะปริดกะปรอยนานเกิน 1 สัปดาห์

          5. มีอาการปวดขณะมีเพศสัมพันธ์

          6. มีปัญหาด้านระบบขับถ่าย เช่น ท้องผูก ปัสสาวะไม่คล่อง

          7. คลำพบก้อนที่ท้องน้อย หรือท้องโตคล้ายคนท้อง

          ทั้ง นี้ การใส่ใจสุขภาพส่วนตัวของเราเป็นเรื่องสำคัญ ที่ไม่ควรมองข้าม แม้แต่สัญญาณเล็ก ๆ ที่คุณผู้หญิงหลายคนอาจมองข้ามไปเพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจนเคยชิน ก็อาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงอาการเจ็บป่วยที่สำคัญได้เช่นกัน ซึ่งหาก เราทราบเท่าทันอาการที่เกิดขึ้นและรับการรักษาที่ถูกต้องอย่างทันท่วงที ก็จะเป็นผลดีต่อเราอย่างมหาศาลทั้งยังทำให้อาการปวดท้องน้อยที่รบกวนจิตใจ อยู่นี้หายไปได้ด้วยเช่นเดียวกันค่ะ


ร่วมแสดงความคิดเห็น
ชื่อ :
ข้อความ : emo1 emo2 emo3 emo4 emo5 emo6 emo7 emo8 emo9 emo10 emo11 emo12 emo13 emo14 emo15
emo16 emo17 emo18 emo19 emo20 emo21 emo22 emo23 emo24 emo25 emo26 emo27 emo28 emo29 emo30 emo31


- หากต้องการใส่รูปคลิกซ้ายที่รูปภาพได้เลย :)
- ขึ้นบรรทัดใหม่โดยการกด Enter จะทำให้ข้อความไม่ยาวจนเกินไป :)
บวกกันให้ด้วยนะ :
Security Code
 

คอมเม้นท์ทั้งหมด 0 คอมเม้นท์
ค้นหาข้อมูลสุขภาพ


หมวดหมู่
โพสต์ล่าสุด
เรื่องสุขภาพที่ต้องระวัง สำหรับผู้ที่สวมใส่ชุดสีดำในช่วงแดดร้อนจัด (ดู: 3,516)
เตรียมสุขภาพให้พร้อม ก่อนไปกราบถวายบังคมพระบรมศพ (ดู: 2,545)
เจลลี่พระราชทานเพื่อผู้ป่วยมะเร็งช่องปาก อีกหนึ่งโครงการของพ่อหลวง ร.9 (ดู: 2,708)
สมุนไพรรักษาสิว สูตรลับหน้าใส (ดู: 2,550)
ประโยชน์ของเห็ด 7 ชนิด อาหารเพื่อสุขภาพ (ดู: 2,730)
ผักเบี้ยใหญ่ สรรพคุณผักพื้นบ้านของไทย (ดู: 2,431)
สรรพคุณของ ผักชี ดียังไง ทำไมคนญี่ปุ่นถึงฮิตกินผักชี (ดู: 2,365)
ผัก 5 ชนิดที่ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยง (ดู: 2,882)
10 อาหารที่คนมักเขี่ยทิ้ง แต่มีประโยชน์มากมาย (ดู: 2,798)
กินอาหารตามธาตุ ปรับสมดุลร่างกาย (ดู: 2,735)
หลีกเลี่ยง 6 อาหารตัวการทำหน้าแก่ (ดู: 2,699)
มะม่วงหิมพานต์ชะลอวัย ต้านแก่ ป้องกันมะเร็ง (ดู: 2,677)
ผลไม้ 8 ชนิดช่วยต้านมะเร็งเต้านม (ดู: 2,347)
สุดยอดผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง รักษาอาการท้องผูก (ดู: 3,917)
สรรพคุณถั่งเช่าแก้นกเขาไม่ขันพร้อมต้านมะเร็ง (ดู: 3,519)
สัญญาณว่าร่างกายขาดธาตุเหล็ก (ดู: 3,698)
อาหารลดน้ำหนัก อาหารที่มีสารฟลาโวนอยด์สูง (ดู: 3,355)
ผลไม้ที่ผู้ป่วยโรคไตกินได้ ปลอดภัย (ดู: 3,069)
จิ๋มล็อกเกิดจากอะไร (ดู: 3,534)
เตือนภัยใช้ผ้าอนามัยแบบสอดเสี่ยง Toxic shock syndrome อาจถึงตาย ! (ดู: 3,367)
อาการชาปลายนิ้วมือนิ้วเท้าเกิดจากอะไร (ดู: 3,789)
เทคนิคกินอาหารคลีน (ดู: 3,818)
บัวหิมะ สรรพคุณรักษาโรคเบาหวาน ลดน้ำหนักก็ดี (ดู: 3,706)
สุดยอดอาหารเพื่อสุขภาพจากทั่วโลก (ดู: 3,887)
อาหารอุดมไขมันดีเพื่อคนอยากผอม อาหารลดน้ำหนัก (ดู: 3,592)
อาหารโปรตีนสูงที่ควรทานช่วงลดน้ำหนัก (ดู: 3,836)
ซูเปอร์ฟู้ดเพื่อสุขภาพ มาแรงปี 2015 (ดู: 3,641)
กินอะไรดีในช่วงมีประจำเดือน (ดู: 3,485)
สุดยอดอาหาร ช่วยลดน้ำตาลในเลือด (ดู: 3,423)
เคล็ดลับการปรุงอาหารด้วยน้ำมันเพื่อสุขภาพ (ดู: 3,666)
www.HealthMee.com เว็บไซต์รวบรวมเนื้อหาเกี่ยวกับสุขภาพไว้อย่างครบถ้วน เพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทย
สงวนลิขสิทธิ์ © 2554 HealthMee.com Copy Right 2011 เข้าสู่ระบบ
favoritesตั้งเป็นหน้าที่ชอบ (My Favorits)

เพิ่มลงในหน้าแรกตั้งเป็นหน้าแรก (My Homepage)