smithnjohn

ทำอย่างไรเมื่อลูกในท้องตัวใหญ่เกินเกณฑ์


อัพเดท 09 พฤษภาคม 2556 15:24 - อ่าน 3,178 - หมวดหมู่ แม่และเด็ก

++ แชร์ผ่าน Social Network ให้เพื่อนได้ดูด้วยคลิก ++



ตั้งครรภ์

ความเสี่ยง! เมื่อลูกในท้องตัวใหญ่เกินเกณฑ์
(รักลูก)
โดย: เจียมจิต

         เรามักได้ยินใคร ๆ บอกเสมอว่ากินเยอะ ๆ ลูกในท้องจะได้ตัวโต ๆ แต่รู้หรือเปล่าคะว่า ลูกในท้องตัวโตก็สร้างปัญหาให้เหมือนกัน โดยเฉพาะลูกที่น้ำหนักเยอะแต่ไม่แข็งแรง เพราะมีโอกาสเกิดอันตรายได้ทั้งกับตัวคุณแม่เองและลูกในท้องด้วยค่ะ

         รศ.นพ.ธี ระพงศ์ เจริญวิทย์ หัวหน้าหน่วยเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายกสมาคมอัลตราซาวด์ทางการแพทย์ อธิบายถึงความเสี่ยงและอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกรณีที่ลูกในท้องน้ำหนักตัว เกินเกณฑ์ไว้ดังนี้

น้ำหนักลูกแค่ไหน เข้าขั้นตัวใหญ่

         โดย ทั่วไปแล้วแพทย์จะถือว่าน้ำหนักตั้งแต่ 4,000 กรัมขึ้นไปถือว่าเด็กอยู่ในเกณฑ์ที่ตัวใหญ่ ซึ่งข้อมูลของน้ำหนักทารกในแต่ละกลุ่มประชากรก็จะมีความแตกต่างในการที่จะ กำหนดน้ำหนักของทารก สำหรับเกณฑ์ของทารกที่ถือว่าตัวใหญ่ที่ใช้กันมากคือ 4,000 กรัม หรือ 4,500 กรัมขึ้นไป ในประเทศสหรัฐอเมริกาจะใช้เกณฑ์น้ำหนักทารกตั้งแต่ 4,500 กรัมขึ้นไป ส่วนในบ้านเราใช้เกณฑ์น้ำหนัก 4,000 กรัม

สาเหตุ

         มีหลายสาเหตุที่ทำให้ทารกตัวใหญ่ ที่พบได้คือ

         แม่อ้วนหรือเป็นเบาหวาน

         ขนาดน้ำหนักตัวของพ่อแม่มากกว่าปกติ

         มักเกิดขึ้นในท้องหลัง

         ตั้งครรภ์นานเกินกำหนด

         ทารกที่เป็นเพศชาย

         คุณแม่เคยคลอดบุตรหนักกว่า 4,000 กรัม

         แม่ที่สูบบุหรี่

         เชื้อชาติ

         โอกาสที่จะพบว่าลูกในท้องตัวโตนั้นจะพบในคุณแม่ที่มีน้ำหนักตัวมากกว่า 133 กก. (300 ปอนด์) จะมีโอกาสพบได้ประมาณ 5-15 %

ใหญ่ไม่ใหญ่รู้ได้อย่างไร

         แพทย์ มักจะวินิจฉัยน้ำหนักหรือขนาดตัวเด็กไม่ได้ 100% จนกว่าทารกจะคลอด ทั้งที่ได้มีการพยายามนำคลื่นเสียงความถี่สูง (อัลตราซาวด์) มาใช้ในการตรวจหาน้ำหนักทารกในครรภ์ ด้วยวิธีการวัดขนาดของศีรษะ ขนาดของกระดูกขา และขนาดเส้นรอบวงท้อง เพื่อนำมาใช้ในการคำนวณหาน้ำหนัก จากสถิติการประเมินด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง ที่พบว่าทารกมีน้ำหนักมากกว่า 4,000 กรัมนั้น มีความถูกต้องเพียง 65% และไม่ได้ให้ผลที่แม่นยำมากกว่าวิธีตรวจจากหน้าท้องของแม่มากนัก เนื่องจากมีความคลาดเคลื่อนสูง ยิ่งคุณแม่ที่มีน้ำหนักตัวมากโอกาสที่จะผิดพลาดก็จะยิ่งสูงขึ้น ด้วยเหตุนี้การประเมินน้ำหนักทารกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงจึงยังไม่เป็นที่ ยอมรับว่าเชื่อถือได้

         จาก ผลการศึกษาการประเมินน้ำหนักทารกเทียบกัน ระหว่างการวัดด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงกับการตรวจจากหน้าท้องของแม่พบว่าให้ ค่าความแม่นยำใกล้เคียงกันคือ มีความคลาดเคลื่อนบวกหรือลบ ร้อยละ 10 และค่าเฉลี่ยของความคลาดเคลื่อนโดยการตรวจทางหน้าท้องคือบวกหรือลบ 296 กรัม ส่วนของคลื่นเสียงความถี่สูงเป็น บวกหรือลบ 294 กรัม ยิ่งกรณีที่ทารกมีก้นเป็นส่วนนำ ความแม่นยำในการคำนวณน้ำหนักจะลดลง

ความเสี่ยง! ที่เลี่ยงได้

         กระดูกเชิงกรานแม่ไม่ได้สัดส่วนกับขนาดตัวลูกของเชิงกรานเมื่อเทียบกับขนาดของทารก อาจทำให้มีการคลอดติดไหล่เกิดขึ้น คือคลอดศีรษะออกมาได้แต่ไม่สามารถคลอดตัวออกมาได้ ซึ่งการพยายามให้คลอดจะมีผลทำให้เกิดอันตรายต่อเส้นประสาท ซึ่งพบว่า 30% ของเส้นประสาทที่แขนจะถูกทำลายจากการคลอด โดยเกิดจากการคลอดติดไหล่ และอาจพบว่าทารกมีไหปลาร้าหัก และมีเลือดออกในสมอง ซึ่งจะทำให้ทารกพิการต่อไปในอนาคต

         กรณีนี้สามารถเลี่ยงได้โดยการผ่าท้องคลอด ซึ่งหากสูติแพทย์คะเนน้ำหนักทารกที่คาดว่ามากกว่า 4,000 กรัม ก็จะพิจารณาให้ผ่าท้องคลอด เพื่อลดอันตรายที่จะเกิดขึ้นต่อทารกจากการคลอดยาก ซึ่งพบว่าทารกที่มีน้ำหนักมากกว่า 4,500 กรัมจะมีอันตรายจากการคลอดถึง 96%

         ในกรณีที่แม่เป็นเบาหวาน ยิ่งคุณแม่ที่เป็นโรคนี้มาเป็นเวลานานหรือมีอาการมาก จะมีความผิดปกติของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะในอุ้งเชิงกรานและไต มีผลให้อัตราการแท้งบุตรเพิ่มขึ้น และภาวะความดันเลือดสูงขณะตั้งครรภ์เพิ่มขึ้นประมาณ 4 เท่า และทั้ง ๆ ที่ไม่มีโรคหลอดเลือดหรือไต ก็ยังสามารถเกิดการติดเชื้อได้ง่ายเพราะร่างกายมีความต้านทานต่ำ และอาจพบการติดเชื้อจากการผ่าท้องทำคลอดด้วย ทำให้เด็กมีอัตราทุพลภาพและอัตราชีวิตเพิ่มขึ้น เช่น (ทั้งหมดนี้คือผลที่อาจเกิดขึ้นกรณีแม่เป็นเบาหวานทั้งหมด หรือเกิดขึ้นได้ถ้าลูกตัวใหญ่)

         การเสียชีวิตในครรภ์สูงกว่าปกติ 3-8 เท่า หรือ 4-12% เนื่องจากภาวะขาดน้ำตาล

         เสียชีวิตหลังคลอด 4-10% หรือ 7 เท่าของรายปกติ เนื่องจากการทำงานของปอดผิดปกติ ภาวะขาดน้ำตาล ภาวะระดับแคลเซียมในเลือดต่ำ

         รูป ร่างผิดปกติตั้งแต่เกิดเพิ่มจากปกติ 2-3 เท่า นอกจากนี้ยังเสียชีวิตจากความบอบช้ำที่เกิดจากการคลอดยากด้วย สิ่งสำคัญที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือความเสี่ยงต่อการขาดออกซิเจนและการติด เชื้อ

         คลอดก่อนกำหนดเพิ่มขึ้น 2-3 เท่า เนื่องจากมีโรคแทรกซ้อน เช่น ความดันเลือดสูงขณะตั้งครรภ์ ครรภ์แฝดน้ำ

         อัตรา ทุพพลภาพในทารกพบได้มากกว่าปกติ และโอกาสที่เด็กเป็นเบาหวานจะมากกว่าเด็กปกติ โดยการสืบทอดทางพันธุกรรม มีผลกระทบต่อจิตใจเด็กในระยะยาว

         หัวใจของทารกเกิดใหม่จากแม่ที่เป็นเบาหวานจะมีลักษณะโต

         อัตราตายหลังคลอด 4% ในผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคแทรกซ้อน ความดันเลือดสูงขณะตั้งครรภ์ และหากมีอาการไตอักเสบจะมีการตายเพิ่มสูงถึง 17%

         พบ ภาวะแทรกซ้อนหลังคลอด ซึ่งเชื่อว่าเกิดจากการที่ปริมาณน้ำตาลในเลือดแม่ที่สูงขึ้น ส่งผลให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดทารกสูง ซึ่งจะไปกระตุ้นการทำงานของตับอ่อนของทารกทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดทารก ต่ำ และผลกระทบระยะยาวยังมีการศึกษาว่าทารกที่มีน้ำหนักแรกคลอดมากกว่า 4,000 กรัม มีความเสี่ยงต่อภาวะ Acute lymphooyte leukemia (มะเร็งในเม็ดเลือด) มากขึ้นด้วย

การดูแลและป้องกัน

         จริง ๆ แล้วภาวะเสี่ยงที่กล่าวถึงนี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดนะคะ หากคุณแม่ดูแลตัวเองได้อย่างเหมาะสม เริ่มจากการไปฝากครรภ์กับสูติแพทย์ ควรควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้ขึ้นมากเกินไป โดยทั่วไปน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์จนคลอด แพทย์จะแนะนำไม่ให้เกิน 10-12 กิโลกรัม ฉะนั้นอย่าเพลิดเพลินกับการกินอาหารมากจนเกินไปนะคะ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ งดอาหารหวานจัด หรือเค็ม เผ็ด เปรี้ยวจัด ควรควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้เกินสัปดาห์ละครึ่งกิโลกรัม เพื่อให้ลูกน้อยมีน้ำหนักตัวที่เหมาะสม

         ใน กรณีที่เป็นเบาหวานหรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นเบาหวาน ควรรีบปรึกษาสูติแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อสูติแพทย์จะได้ตรวจติดตามขนาดของทารกในครรภ์และให้การดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทั้งแม่และลูกมีสุขภาพกายและใจที่สมบูรณ์แข็งแรงและการคลอดดำเนินไป ด้วยดี


ร่วมแสดงความคิดเห็น
ชื่อ :
ข้อความ : emo1 emo2 emo3 emo4 emo5 emo6 emo7 emo8 emo9 emo10 emo11 emo12 emo13 emo14 emo15
emo16 emo17 emo18 emo19 emo20 emo21 emo22 emo23 emo24 emo25 emo26 emo27 emo28 emo29 emo30 emo31


- หากต้องการใส่รูปคลิกซ้ายที่รูปภาพได้เลย :)
- ขึ้นบรรทัดใหม่โดยการกด Enter จะทำให้ข้อความไม่ยาวจนเกินไป :)
บวกกันให้ด้วยนะ :
Security Code
 

คอมเม้นท์ทั้งหมด 1 คอมเม้นท์
แม่เล็กค่ะ ความเห็นที่ : 1 โพสต์เมื่อ : 17/05/2556 23:35  IP Address : 27.55.2xx
 
Photo

น่ากลัวจัง เพราะว่าจะคลอดเดือนหน้าแล้ว

ค้นหาข้อมูลสุขภาพ


หมวดหมู่
โพสต์ล่าสุด
เรื่องสุขภาพที่ต้องระวัง สำหรับผู้ที่สวมใส่ชุดสีดำในช่วงแดดร้อนจัด (ดู: 1,998)
เตรียมสุขภาพให้พร้อม ก่อนไปกราบถวายบังคมพระบรมศพ (ดู: 1,539)
เจลลี่พระราชทานเพื่อผู้ป่วยมะเร็งช่องปาก อีกหนึ่งโครงการของพ่อหลวง ร.9 (ดู: 1,612)
สมุนไพรรักษาสิว สูตรลับหน้าใส (ดู: 1,537)
ประโยชน์ของเห็ด 7 ชนิด อาหารเพื่อสุขภาพ (ดู: 1,607)
ผักเบี้ยใหญ่ สรรพคุณผักพื้นบ้านของไทย (ดู: 1,387)
สรรพคุณของ ผักชี ดียังไง ทำไมคนญี่ปุ่นถึงฮิตกินผักชี (ดู: 1,336)
ผัก 5 ชนิดที่ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยง (ดู: 1,815)
10 อาหารที่คนมักเขี่ยทิ้ง แต่มีประโยชน์มากมาย (ดู: 1,726)
กินอาหารตามธาตุ ปรับสมดุลร่างกาย (ดู: 1,634)
หลีกเลี่ยง 6 อาหารตัวการทำหน้าแก่ (ดู: 1,670)
มะม่วงหิมพานต์ชะลอวัย ต้านแก่ ป้องกันมะเร็ง (ดู: 1,621)
ผลไม้ 8 ชนิดช่วยต้านมะเร็งเต้านม (ดู: 1,394)
สุดยอดผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง รักษาอาการท้องผูก (ดู: 2,860)
สรรพคุณถั่งเช่าแก้นกเขาไม่ขันพร้อมต้านมะเร็ง (ดู: 2,423)
สัญญาณว่าร่างกายขาดธาตุเหล็ก (ดู: 2,655)
อาหารลดน้ำหนัก อาหารที่มีสารฟลาโวนอยด์สูง (ดู: 2,375)
ผลไม้ที่ผู้ป่วยโรคไตกินได้ ปลอดภัย (ดู: 2,122)
จิ๋มล็อกเกิดจากอะไร (ดู: 2,491)
เตือนภัยใช้ผ้าอนามัยแบบสอดเสี่ยง Toxic shock syndrome อาจถึงตาย ! (ดู: 2,417)
อาการชาปลายนิ้วมือนิ้วเท้าเกิดจากอะไร (ดู: 2,777)
เทคนิคกินอาหารคลีน (ดู: 2,605)
บัวหิมะ สรรพคุณรักษาโรคเบาหวาน ลดน้ำหนักก็ดี (ดู: 2,540)
สุดยอดอาหารเพื่อสุขภาพจากทั่วโลก (ดู: 2,579)
อาหารอุดมไขมันดีเพื่อคนอยากผอม อาหารลดน้ำหนัก (ดู: 2,387)
อาหารโปรตีนสูงที่ควรทานช่วงลดน้ำหนัก (ดู: 2,631)
ซูเปอร์ฟู้ดเพื่อสุขภาพ มาแรงปี 2015 (ดู: 2,435)
กินอะไรดีในช่วงมีประจำเดือน (ดู: 2,459)
สุดยอดอาหาร ช่วยลดน้ำตาลในเลือด (ดู: 2,402)
เคล็ดลับการปรุงอาหารด้วยน้ำมันเพื่อสุขภาพ (ดู: 2,423)
www.HealthMee.com เว็บไซต์รวบรวมเนื้อหาเกี่ยวกับสุขภาพไว้อย่างครบถ้วน เพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทย
สงวนลิขสิทธิ์ © 2554 HealthMee.com Copy Right 2011 เข้าสู่ระบบ
favoritesตั้งเป็นหน้าที่ชอบ (My Favorits)

เพิ่มลงในหน้าแรกตั้งเป็นหน้าแรก (My Homepage)